เครื่องยนต์เบนซิน จะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพหลักๆอยุ่ที่ระบบจุดระเบิด
หน้าที่ของระบบจุดระเบิด คือการใช้แรงดันไฟฟ้าหลายพันโวลท์เพื่อจะดันให้ประกายไฟกระโดดข้ามจากปลายขั้วอิเล็กโทรดหัวเทียนไปยังเขี้ยวขั้วลบเพื่อจุดระเบิดส่วนผสมของอากาศและน้ำมันในห้องเผาไหม้ การจุดระเบิดที่เวลาที่เหมาะสมที่สุดในความเร็วรอบเครื่องยนต์แต่ละค่า เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
การจะให้ระบบจุดระเบิดทำงานได้มีประสิทธิภาพดีที่สุดมีอยู่ 3 ปัจจัย :
1/ส่วนผสมอากาศ และน้ำมัน ที่ดี
หรือคือส่วนผสมที่จุดได้เหมาะสมที่สุดในแต่ละสภาพเครื่องยนต์
- อัตราส่วนผสม A/F ที่ให้การเผาไหม้สมบูรณ์ที่สุด [ 14.7 : 1 - 15 : 1 ]
- อัตราส่วนผสม A/F ที่ให้ทอร์คสูงสุด [ 12 : 1 ]
- อัตราส่วนผสม A/F ที่ประหยัดน้ำมันสุด [ 16 : 1 ]
- ในเครื่องยนต์ที่กินน้ำมันน้อย ส่วนผสม A/F อากาศน้ำมันอาจสูงได้ถึง 23 : 1 เลยทีเดียว
2/กำลังอัดที่ดี
อัตราส่วนกำลังอัด คือ อัตราส่วนระหว่างปริมาตรความจุของกระบอกสูบ กับปริมาตรในกระบอกสูบในขณะที่ลูกสูบอยู่ศูนย์ตายบน
กำลังอัดยิ่งสูง แรงที่ได้จากเครื่องยนต์ก็ยิ่งมาก แต่ถ้ากำลังอัดสูงเกิดไปก็อาจทำให้เครื่องจุดระเบิดเร็วไปได้
3/ประกายไฟที่ดี
การจะได้ประกายไฟที่ดี มีสองปัจจัย คือแรงดันไฟฟ้าต้องแรงพอจะส่งให้กระแสไฟกระโดดจากอิเล็กโทรดขั้วบวกไปขั้วลบ และอีกปัจจัยคือต้องจุดระเบิดให้ถูกเวลาในทุกสภาพความเร็วและโหลดเครื่อง
เมื่อจุดวาบไฟ หรือFlame core ถูกสร้างบริเวณปลายเขี้ยว ความร้อนจะกระจายไปสู่ส่วนผสมรอบๆ และความร้อนบางส่วนจะถูกดูดกลับไปที่ปลายอิเล็กโทรดขั้วบวกและขั้วลบ หรือที่เรียกว่า Quenching Effect
กรณีที่ความร้อนถูกกระจายสู่อิเล็กโทรดบวก/ลบสูงกว่าความร้อนที่จุดวาบไฟมี จุดวาบไฟจะถูก Quenching effectทำให้ประกายไฟดับ ทำให้การจุดระเบิดหยุดลง
กรณีที่ระยะเขี้ยวมีค่าสูง จุดวาบไฟจะใหญ่ขึ้น และ Quenching Effect จะน้อยลงทำให้การจุดระเบิดเชื่อถือได้มากกว่า แต่กรณีที่ระยะเขี้ยวมีค่าสูงเกิดไป แรงดันไฟฟ้าที่ต้องการก็จะมีค่ามากขึ้น เพราะฉะนั้นลูกค้าควรใช้ระยะเขี้ยวให้ถูกตามสเปคเครื่อง